Archive for the ‘มงคลชีวิต’ Category

เตือน ถ้าทางออกที่ได้จากการดูดวง มันจะทำให้คุณตกนรก…….!!!

Monday, July 5th, 2010
ภาพจาก http://www.kroobannok.com

ภาพจาก http://www.kroobannok.com

เตือน ถ้าทางออกที่ได้จากการดูดวง มันจะทำให้คุณตกนรก…….!!!
ในเวลาที่คุณรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเกิดความทุกข์ กำลังจะมีเคราะห์
บ้านแตก สามีทิ้ง อุบัติเหตุใหญ่ ทำอะไรก็มีอุปสรรค
คุณเลือกที่จะเเก้ไขปัญหาอย่างไรครับ

ผมเชื่อว่าถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เลือกพึ่งพาหมอดูเป็นทางออก
คุณย่อมมีประสบการณ์ในคำแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตที่หลากหลาย
อย่างมากก็เหมารวมๆให้ไปสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิแผ่เมตตา
หรือคำแนะนำยอดนิยมคือการปล่อยชีวิตสัตว์เพื่อไถ่บาป
เป็นการทำบุญเพื่อให้ได้อาวุธไว้ต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวร

อานิสงค์จากการให้ชีวิตผู้อื่นเป็นทาน
ในทางพุทธศาสนาถือเป็นอานิสงค์ใหญ่
เพราะการต่อชีวิตให้ผู้อื่น ต่อให้คุณทำโดยไม่หวังผลอะไร
อานิสงค์ก็ย้อนกลับมาเป็นน้ำทิพย์ชโลมเป็นความสุขสมปรารถนา
ที่ได้มอบเวลาที่เหลือให้เเก่ผู้ที่ถึงอายุกรรมพิฆาต
ช่วยทำให้คุณมีอายุที่ยืนยาวหรือมีความเข้มแข็งสมบูรณ์อยู่ดี (ต้องออกกำลังกายด้วย)

หรือถ้าเป็นอานิสงค์ความเชื่อของการไถ่ชีวิตสัตว์แบบชาวบ้าน
ก็มักมีความเชื่อเป็นการทำทานเพื่อเสริมสิริมงคล เช่น
ปลา ไหล หมายถึง การเงิน การงาน การเรียนจะราบรื่น
ปลาหมอ หมายถึง เพื่อสุขภาพ
ปลาบู่ หมายถึง ทดแทนผู้มีพระคุณ
ปลาดุก หมายถึง ศัตรูคู่แข่งแพ้พ่าย
ปลานิล หมายถึง ทรัพย์สินเพิ่มพูน
ปลาช่อน หมายถึง ช้อนเงินทอง สิ่งที่ซ่อนเร้นจะได้พบ
ปลาทับทิม หมายถึง ทำอะไรราบรื่น
ปลาสวาย หมายถึง เงินทองคล่องตัว
ปลาขาว หมายถึง ปลานำโชค
ปลาจารเม็ด หมายถึง จะได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ปลาใน หมายถึง ได้เป็นเจ้าคนนายคน
ปลาดุกเผือก หมายถึง ปลามงคล
ปลาดำราหู หมายถึง สะเดาะเคราะห์
ปล่อยกบ หมายถึง ขออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร
หอยขม หมายถึง ทิ้งความขมขื่น จะร่มเย็นเป็นสุข
หอยโข่ง หมายถึง หนทางโล่งเป็นผู้นำ ข้าทาสบริวารมาก
ตะพาบ หมายถึง ภัยคุกคามต่างๆจะราบ อัมพาตจะดีขึ้น อายุมั่นขวัญยืน

เราจึงไม่แปลกใจเลย
ที่ชาวพุทธส่วนใหญ่จะเลือกซื้อปลาจากวัดไปปล่อยกันอย่างคึกคัก
จนบางทีเราก็ไม่รู้เเล้วว่า เราทำบุญเพราะความสละ
หรือความกลัวที่จะไม่มีบุญไว้ยามยาก

แต่ไม่มีใครเคยคิดจะรู้ หรือไม่ต้องการที่จะรู้
ว่าการทำบุญโดยสักๆแต่ทำนี่แหละ
อาจจะเป็นประตูสู่ความวิบัติของเราก็ได้
เพราะการทำบุญของเรา ได้ทำร้ายอีกหลากหลายชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว

เพราะอะไร ทำไม และด้วยเหตุอะไร…?

อันดับสัตว์ยอดนิยม 5 อันดับแรก ที่คนใจบุญส่วนใหญ่นิยมปล่อยคือ
อันดับที่ 1 ปลาไหล
อันดับที่ 2 หอยขม
อันดับที่ 3 นก
อันดับที่ 4 เต่า
อันดับที่ 5 ปลาหมอ
และเราสามารถซื้อหาสัตว์เหล่านี้ได้ตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือตามวัด

เริ่มจากปลาไหลก่อนแล้วกันครับ
ในความเป็นจริง ปลาไหลเหล่านี้ “อาจจะเป็นปลาไหลที่ถูกจับมา หรือถูกเพาะเลี้ยงเพื่อการนี้เลยก็ได้”
ถ้าความเบื้องต้นเป็นเรื่องจริง เท่ากับเรากำลังซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นการทำบุญเลย
เพราะปลาไหลเหล่านี้ ส่วนใหญ่นำเข้าจากเขมร
และวิธีการนำเข้าก็สุดแสนจะทรมาน

ปลาไหลนับพันๆหมื่นๆตัว จะถูกยัดลงมาในกระสอบปู๋ยหนาๆอับๆ
ซ้อนๆกันมาตามรถกระบะหรือรถบรรทุกเพื่อนำเข้าประเทศไทย
เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวของการขนส่งคือจะต้องทำให้ปลาไหลทั้งหมด
มีชีวิตรอดจากการขนส่งที่เหมือนนรก เพื่อให้ถึงคนใจบุญโดยยังมีชีวิตให้ได้

ลองคิดดูนะครับ เวลาเราขึ้นรถเมล์ที่คนแน่นๆ เราก็ทรมานอยู่แล้ว
ถ้าเกิดวันไหนฝนตก หน้าต่างรถเมล์ต้องปิดเพราะไม่ให้ฝนสาดเข้ามา
อึดอัดแทบตาย แทบไม่ต้องหายใจกันเลย ใช่มั้ยครับ…!!!

ถ้าปลาไหลเหล่านี้โชคดี ก็จะตายในทันที ไม่ต้องทรมานแต่อย่างใด
แต่ถ้ามันโชคร้าย สามารถมีชีวิตรอดจากการขนส่งที่หฤโหดนี้ได้
มันก็ต้องไปวัดดวง ในการรอคอยคนที่จะมาซื้อมันอย่างทรมาน
และถ้ามีคนซื้อมันไปปล่อยเมื่อไหร่ นั่นคือจุดจบของมันทันที

เพราะเวลาปล่อยปลาไหล เรามักจะปล่อยลงแม่น้ำ
แต่ธรรมชาติของปลาไหลจะต้องอยู่ในน้ำแฉะที่มีโคลน
เพื่อที่มันจะได้มีโคลนไว้มุดและหลบพักครับ
ถ้าเราปล่อยในที่ๆไม่ได้เป็นธรรมชาติของมัน
มันจะต้องตายครับ 100%

หอยขม ชนิดที่เราปล่อยกันตามวัดนั่นเเหละครับ
ตามข่าวต่างๆมักจะ แฉ ให้เห็นถึงกระบวนการค้าสัตว์ทำบุญ
ที่แม่ค้ามักจ้างเด็กๆแถวนั้น ให้งมไปจับหอยขมที่คนใจบุญปล่อยไป
เพื่อกลับมาเข้าวงจรค้าๆขายๆชีวิตสัตว์ซ้ำๆซากๆ

แต่นั้นยังไม่เลวร้าย เท่ากับความจริงที่ผมกำลังจะเผยต่อไปครับ
หอยขมเป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยอยู่ในดินโคลนตามธรรมชาิติ
ถ้าปล่อยมันลงน้ำ มันจะขาดอากาศหายใจ
ในขณะที่มันกำลังขาดอากาศหายใจตาย ก็มีคนไปงมมันขึ้นมา
มันเหมือนกับเรากดหัวผู้เคราะห์ร้าย เมื่อใกล้จะตายรอมร่อก็ให้อากาศหายใจดีเล่น
ก่อนที่ส่งมันไปปรโลกด้วยการกดน้ำผู้เคราะห์ร้ายด้วยวิธีเดิมๆ

การปล่อยนกก็ถือว่าเป็นการทำบุญยอดนิยม
เเต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีนกไม่น้อย ที่อดตายในกรงที่เบียดเสียด
แข้งขาหักในกรงตายคาที่ ถ้าไม่ตายแล้วถูกปล่อย
ส่วนใหญ่ก็ไม่รอด เพราะถูกปล่อยกลางเมืองกลางกรุง
ไม่มีเเหล่งหาอาหาร หรือมีเเหล่งเเล้วก็ไม่มีแรงจะออกไปหากิน
บอบช้ำเจียนตายและก็ตายในที่สุดครับ

เต่าเป็นสัตว์อายุยืน แต่ไม่สามารถมีชีวิตในแม่น้ำได้
เราไม่อาจจะสรุปได้ว่าเวลามันขาดอากาศหายใจในน้ำ
เวลามันกำลังจะตาย เวลาในการทรมานมันจะยืดเยื้อกว่าสัตว์ชนิดอื่นหรือเปล่า
ลองคิดดูนะครับ เวลาที่คุณกลั้นหายใจ คุณทนช่วงที่อึดอัดได้นานแค่ไหน
เเล้วลองคิดกันเล่นๆ ว่าถ้าเรามีช่วงเวลาที่อึดอัดยืดเยื้อต่อไป
เราจะสาปเเช่งให้คนที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

เราสามารถทำบุญได้หลากหลายวิธี ตามแต่หมอดูจะแนะนำให้ทำ
แต่ถ้าเราทำอย่างไม่มีสติปัญญา เป็นการทำเพื่อคิดที่จะเอาความสบายใจเข้าแลก
โดยที่ไม่สนใจว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่เิกิดขึ้นมาจากการกระทำของเรา
บุญหรือบาป ก็วัดกันที่ตรงนี้แหละครับ จริงมั้ย…?

อัตราค่าพยากรณ์
เกรด D 100 บาท ฟังเรื่องปัจจุบันเเละวิธีเเก้ไข ห้ามถาม
เกรด C 150 บาท ดูพื้นดวง ห้ามถาม
เกรด B 200 บาท ดูพื้นดวง ถามได้ 2 คำถาม
เกรด A 300 บาท ดูพื้นดวง ระยะเวลาในการดู 1 ชั่วโมง

รับพยากรณ์ทางโทรศัพท์ครับ
รับพยากรณ์ดวงชะตาที่ร้านของผมแถวบริเวณสวนสยาม

107/511 ถ.สวนสยาม แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม 1023
ดูแผนที่มาร้าน http://tarot.washiravit.com/about

ติดต่อได้ที่
082-218-8852 วชิรวิชญ์ครับ
ชื่อบัญชี วชิรวิชญ์ ศรีดวงมณีฉาย
ธนาคารไทยพาณิชญ์ บัญชีออมทรัพย์ 401-485471-2 สาขาถนนแฟชั่นไอส์เเลนด์
ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ 865-0-24846-4 สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์
ธนาคารกสิกรไทย บัญชีออมทรัพย์ 720-2-16629-2 สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น

Friday, June 25th, 2010

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น
คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิด ปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็น สัปดาห์ อืม…ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก
หากคำนวณในเชิงตัว เลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตร ที่ยังไม่เคยไป

โอ๊ย…กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่า นั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี

แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ
อาจ ไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ
อุแม่เจ้า… 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย

คิดแบบ นี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ
เพราะนี่คือวัน เสาร์ที่เราเหลือ…บนพื้นโลก

นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) ….
ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน
วัน เสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น…คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!

เอา เวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี

แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่อ อะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้ อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า
เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง
เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ คุณแน่ ผมแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ…คุณบ้า!!!

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม ‘ฆ่าเวลา’ … ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี

อีก หน่อยเราก็ตายจากกัน…แล้วนะ

ลองคิดแบบนี้บ้าง…ใช่แล้ว …เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ

ตาย ได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ…ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบ ทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย…ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้

เคยสงสัย มั้ย… ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่ง ทุกอย่าง
และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว

และ ในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่…มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา

ใช้ ชีวิตโดยคิดซะว่า…พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว
ทำในสิ่งที่ เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามฝันของเราไปสุดโต่ง…ต้องรีบ แล้ว…เดี๋ยวตายยนะ…เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักผม ไม่สนว้อย…
เพราะ พรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกัน ไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล

คน ข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อม
การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา
ปรึกษา แม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย… แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็
ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น
แรงบันดาลใจที่อยากจะ บอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน…แล้วนะ

อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ

เดี๋ยว ตายซะก่อน…เสียดายแย่!!!

เอามาจาก fw ครับ

พลิกนิดเดียว

Friday, June 25th, 2010

พลิกนิดเดียว ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
จากหนังสือ “พลิกนิดเดียว”
ของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
สาขาที่ ๑๑๗ ของวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี
ปกิณณกธรรม
(จาก หนังสือ “ธรรมประทาน”)

ชีวิตสมบูรณ์แล้วทุกประการตามเหตุปัจจัย

เหตุดี ผลก็ดี เหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี
พิจารณาให้ดีเถิด
เราอาจจะเกิดมาไม่มีพ่อ หรือไม่มีแม่ หรือไม่มีทั้งพ่อและแม่
เราอาจจะเกิดมายากจน
เราอาจจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เรื่อยๆ
บางวัน เราอาจจะเป็นทุกข์และไม่สบายใจ
แต่วันนี้ เราอาจจะเป็นสุขและมีความพอใจมากที่สุดในชีวิต
วันนี้ เราอาจจะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
เท่านี้เราก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า
ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ
จงก้าวไปสู่อนาคตด้วยความเข้าใจเช่นนี้
จงมั่นใจในผลกรรมและเชื่อในเหตุปัจจัยอย่างสมบูรณ์เถิด
จงทำความดี ละความชั่ว มีเมตตาแก่ตนและสรรพสัตว์
และยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่สงบ
โลกนี้สมบูรณ์แล้วด้วยกรรม
เรามีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว
วันนี้เราอาจทุกข์ แต่พรุ่งนี้เราก็อาจจะเป็นสุข
ทุกอย่างไม่แน่นอน
ให้อยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา และทำใจให้เป็นสุข
อย่าลืมทำเหตุให้ดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อผลที่ดีในวันนี้
และวันข้างหน้า
เรามีหน้าที่รักษาข้อวัตร และทำให้ดีที่สุดเสมอเท่านั้น
นอกจากนั้น เขาจะ “เป็นไปเอง” ตามเหตุปัจจัยของเขา

คั้นส้ม กวาดบ้าน ฯลฯ ให้เป็นสัมมาทิฏฐิยังคิดไม่ถูก ยังคิดไม่เป็น ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ
ท่านอาจารย์สอน เมื่อเห็นเราหงุดหงิดขณะที่คั้นส้ม
เพราะรู้สึกว่าเสียเวลามาก
ท่านบอกว่า “ต้องทำความเห็นให้ถูกต้อง ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ”
ทำงานต้องทำด้วยสติสัมปชัญญะและความพอใจ
ขณะที่คั้นส้ม การคั้นส้มเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในโลก
อย่างอื่นในโลกไม่สำคัญ
ขณะที่กวาดบ้าน การกวาดบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในโลก
อย่างอื่นในโลกไม่สำคัญ
ขณะที่ทำอาหารให้ลูก การทำอาหารให้ลูกเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก
เรื่องอื่นในโลกไม่สำคัญ
ฯลฯ
คั้นส้มก็ให้รู้อยู่ว่ากำลังคั้นส้ม ให้สติอยู่กับการคั้นส้ม
ให้ทำด้วยความพอใจ
กวาดบ้านก็ให้รู้อยู่ว่ากำลังกวาดบ้าน ให้สติอยู่กับการกวาดบ้าน
ให้ทำด้วยความพอใจ
ทำอาหารให้ลูก ก็ให้รู้ว่ากำลังทำอาหารให้ลูก
ให้สติอยู่กับการทำอาหาร ให้ทำด้วยความพอใจ
ฯลฯ
การคั้นส้มก็ดี การกวาดบ้านก็ดี การทำกับข้าวก็ดี การทำอะไรทุกๆ อย่างให้ถือว่าเป็นข้อวัตรปฏิบัติ เป็นหน้าที่ ต้องเอาใจใส่ ทำด้วยความตั้งใจ และทำดีที่สุด
ทำเพื่อเพิ่มความดีของเราเอง
ทำเพื่อตัวเราเอง
ทำเพื่อขัดเกลากิเลสของเรา
ทำเพื่อละทิฏฐิมานะของเรา
อย่าคิดว่าทำให้คนอื่น
อย่าคิดว่าต้องทำเพราะคนอื่นไม่ทำ
อย่าคิดว่าต้องทำเพราะคนอื่นให้เราทำ
เรามีหน้าที่ เราก็ทำให้ดีที่สุด คิดอย่างนี้เราก็ไม่เป็นทุกข์ ใจก็จะสงบมีปีติได้ตลอดเวลา เป็นสัมมาทิฏฐิ
ภาวนาให้มากๆ นะ
ปรับปรุงความคิดความเห็นของเราให้ถูกต้อง
โยนิโสมนสิการ ยกอารมณ์กรรมฐานขึ้นพิจารณาบ่อยๆ นะ

ทุกข์

“เคยทุกข์แทบจะตายไหม” ท่านอาจารย์ถาม
ถ้าทุกข์หรือหดหู่ ให้รู้อยู่ว่าทุกข์หรือหดหู่ ไม่ต้องปรุงแต่ง
ให้อดทนเพ่งความทุกข์ความหดหู่ใจอยู่อย่างนั้น
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ประคับประคองจิต ไม่ให้เอียงไปทางซ้าย ไม่ให้เอียงไปทางขวา
ทำใจให้เป็นกลางๆ
กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น นั่งก็รู้ เดินก็รู้
กำหนดไป กำหนดไป ก็จะรู้ชัดขึ้นๆ
จะเห็นเป็นความว่าง ต่างหาก
เห็นว่าความทุกข์ก็ดี ความหดหู่ก็ดี เป็นสักแต่ว่าความรู้สึกเท่านั้น
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงอุปาทานเท่านั้น
อุปาทานว่าเราหดหู่ อุปาทานว่าเราทุกข์นั้นแหละ
จริง ๆ แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงได้ และจะเปลี่ยนไปเอง
เมื่อมีอารมณ์ใหม่เข้ามาแทนที่
เพราะมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เราทุกข์ เราหดหู่ เพราะอุปาทาน ความยึดมั่นนั่นแหละ
อาศัยความอดทน อดกลั้น ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์วิปัสสนา
เพ่งพิจารณาความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
แล้วความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกหดหู่ใจ ก็จะเปลี่ยนแปลง
เพราะ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
แล้วเราจะรู้ชัดขึ้นๆ

ความหดหู่เป็นอาคันตุกะ
เขามาเยี่ยมเฉยๆ แล้วก็ไป ไปแล้วก็มาใหม่
ถ้าเราหยุด วางเฉย เขาก็อยู่ไม่ได้
อย่าเพลิดเพลินกับการตามอารมณ์นะ
แขกมาหา จะไล่เขาไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา
ต้อนรับก็ไม่ได้ เขาจะอยู่เฉย
เราเฉยเสีย เขาก็จะไปเอง
เพราะเขาเป็นอาคันตุกะ ไม่ใช่ผู้อยู่ประจำ
ถ้าเขามาก็รู้ว่า อ้อ เขามาแล้ว กำหนดรู้ แล้วก็เฉย
ทำใจให้เป็นอุเบกขา ทำใจเป็นกลางๆ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่รังเกียจ
เอาก็ไม่ใช่ ไม่เอาก็ไม่ใช่
กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ
จุดหมาย คือความไม่มีทุกข์ และจิตที่สงบ สะอาด สว่าง

สนใจดูดวง คลิ๊กที่นี่ครับ tarot.washiravit.com

การตั้งอฐิษฐานจิต

Friday, June 25th, 2010

ความจริงมิได้ตั้งใจจะลอกบทความเขามาด้วยความขี้เกียจ เเต่เนื่องด้วยบทความบทนี้มีประโยชน์เป็นอย่างสูง จึงนำมาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

การอธิษฐานจิต

การอธิษฐานจิต คือการโปรแกรมจิต เป็นการสร้างพลังจิตให้แข็งแกร่ง เป็นการตั้งปณิธานและความปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม และเป็นการแสดงความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะให้บรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การอธิษฐานก็คือการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติ บางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมของลัทธิความเชื่อหรือศาสนาที่ตนเคารพ นับถือ ได้ช่วยดลบันดาลให้ตนประสบผลสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหมายนั้น ๆ

เช่น การอธิษฐานต่อรูปเคารพของเทพองค์ต่าง ๆ เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพบูชานั้นใช้พลังอำนาจเหนือธรรมชาติมา ช่วยดลบันดาล ให้สิ่งที่ตนตั้งจิตอธิษฐานประสบผลสำเร็จตามที่ขอ การอธิษฐานแบบนี้จะถูกเชื่อมโยงกับการประกอบพิธีกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาได้ช่วยเมตตาดล บันดาลให้ความมุ่งหมายของตนบรรลุผลสมปรารถนา เช่น จุดธูปเทียนบูชาบ้าง กราบไหว้บ้าง สวดมนต์บ้าง นั่งสมาธิภาวนาบ้าง ควบคู่ไปกับการตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนปรารถนานั้น ๆ บางครั้งมีการบนบานศาลกล่าวประกอบคำอธิษฐาน เสมือนเป็นสัญญาข้อแลกเปลี่ยนที่กระทำกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ช่วยดลบันดาลให้ตนได้บรรลุผลตามที่อธิษฐานขอไว้ แล้วจะกระทำอะไรเป็นการตอบแทน การอธิษฐานแบบนี้จะช่วยให้กำลังใจและเป็นกลไกป้องกันตนเองของจิตแบบหนึ่งที่ ช่วยลดความเครียดความทุกข์กังวลลงได้บ้าง แต่ยังไม่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับภูมิธรรมของชีวิตให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้น

ถ้าใช้ปัญญาวิเคราะห์ให้เห็นถึงเหตุมูลฐานแท้จริงของปัญหานั้น ๆ ที่บีบคั้นชีวิตให้เป็นทุกข์แล้วประพฤติปฏิบัติเพื่อแก้ไขเหตุมูลฐานดัง กล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมกับองค์ประกอบต่าง ๆ ตามลำดับขั้นตอน และตามกำลังที่ตนจะพึงประพฤติปฏิบัติได้ การอธิษฐานเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพบูชาช่วยบันดาลให้ตนมีพลัง ที่จะสามารถประพฤติปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย การอธิษฐานแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาและยกระดับภูมิธรรมของชีวิตให้สูงขึ้น เหนือกว่าการอธิษฐานที่เป็นการอ้อนวอนขอ ซึ่งโดยปกติแล้วการอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพบูชาช่วยเหลือ อะไรก็มักจะต้องประพฤติตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดัง กล่าวตามลัทธิความเชื่อนั้น ๆ อยู่แล้ว

การอธิษฐานเพื่อให้มีชีวิตอยู่ด้วยความดี ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม หรือเพื่อให้ได้รับความสำเร็จในการศึกษาหรือหน้าที่การงาน คือการวางแผนงานและการสร้างกำลังใจในการทำกิจการต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะเมื่อตั้งจิตเด็ดเดี่ยวก็จะตั้งใจดำเนินการอย่างมีสติ ความตั้งใจจริงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานทุกอย่าง จึงมีหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ด้วยการอธิษฐานจิต

บทความจาก www.thaitarotmaster.com

รายละเอียดการดูดวง